คลั่งแมวจนสามีฟ้องหย่า ศาลสิงคโปร์ไฟเขียว ชี้หมดแล้วทั้งรักและเยื่อใย

คลั่งแมวจนสามีฟ้องหย่า ศาลสิงคโปร์ไฟเขียว ชี้หมดแล้วทั้งรักและเยื่อใย

คลั่งแมวจนสามีฟ้องหย่า – วันที่ 2 มิ.ย. เซาท์ ไชนา มอร์นิง โพสต์รายงานคดีฟ้องหย่าร้างที่ศาลประเทศสิงคโปร์ หลังฝ่ายสามีฟ้องหย่าภรรยาที่อยู่กินกันมานานถึง 45 ปี เนื่องจากทนไม่ไหวกับพฤติกรรมไร้เหตุผลหลายอย่าง รวมถึงการรับแมวมาเลี้ยงจำนวนมากโดยเชื่อว่าจะได้ขึ้นสวรรค์

ฝ่ายสามีลงนามในเอกสารแสดงเจตจำนงค์ขอฟ้องหย่าต่อศาลเมื่อ 21 พ.ค. แต่ฝ่ายภรรยาไม่ยินยอม เนื่องจากไม่ต้องการให้ตึกแถว 2 ชั้น ที่อยู่อาศัยปัจจุบันของฝ่ายหญิง ต้องถูกแบ่งให้ฝ่ายชาย เพราะเป็นทรัพย์สินสมรส โดยล่าสุด ฝ่ายหญิงยื่นอุทธรณ์คดีต่ออีก

หลังการที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ชีก มุสตาฟา อาบู ฮาสซาน ตัดสินให้ทั้งคู่สิ้นสุดสถานะความเป็นสามี-ภรรยาต่อกัน เพราะไม่พบว่ามีความเป็นไปได้ใดๆ ที่สองฝ่ายจะเจรจาไกล่เกลี่ยกัน เนื่องมาจากความห่างเหินกันนานถึง 15 ปี และพฤติกรรมที่ปราศจากเหตุผล

เอกสารของศาล ระบุว่า ปัจจุบันฝ่ายชายมีอายุ 70 ปี ฝ่ายหญิงอายุ 67 ปี จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2518 มีลูกด้วยกัน 3 คน ต่อมาฝ่ายชายย้ายออกจากบ้านตึกแถวที่เคยอาศัยร่วมกัน เพราะถูกแมวตัวหนึ่งของฝ่ายหญิงฉี่รดขณะนอนหลับ กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย หลังอดกลั้นมานานเกือบ 10 ปี

อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ระบุว่าแมวที่เลี้ยงไว้นั้นมีทั้งหมดกี่ตัว ไม่ได้ระบุชื่อทั้งฝ่ายชายและหญิง และสาเหตุที่ฝ่ายชายเพิ่งตัดสินใจฟ้องหย่าภรรยาหลังแยกกันอยู่มานานถึง 15 ปี

นายเตี๋ยว หว่อง หลีเหยิน ทนายของฝ่ายชาย ที่เดินทางมาขึ้นศาลแทนลูกความ ชี้แจงว่า ฝ่ายหญิงเริ่มมีพฤติกรรมรักแมวขึ้นมาอย่างกระทันหัน หลังฝันถึงแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว สั่งให้จงทำดีกับบรรดาแมวทั้งหลาย ทำให้ฝ่ายหญิงเกิดความเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะได้ขึ้นสวรรค์

ฝ่ายหญิงเริ่มเที่ยวนำอาหารไปให้กับบรรดาแมวจรจัด ทั้งยังนำมาบางตัวกลับมาเลี้ยงภายในบ้าน ทั้งอนุญาตให้ลูกชายคนสุดท้องนำลูกแมวมาเลี้ยงเพิ่มอีก โดยปล่อยพวกมันให้เดินไปมาในบ้านอย่างอิสระ และไม่มีการฝึกฝนเรื่องการขับถ่ายใดๆ

ผู้พิพากษา พบว่า พฤิตกรรมเหล่านี้ของฝ่ายหญิงก่อให้เกิดความรำคาญอย่างมาก เนื่องจากบรรดาสัตว์เลี้ยงดังกล่าวไม่ได้รับการฝึก พวกมันจึงขับถ่ายของเสียเรี่ยราดไปทั่ว

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องกลิ่นเหม็นรุนแรงจากฉี่และของเสียของมันคละคลุ้งออกมาจากที่อยู่อาศัย นำไปสู่คำร้องเรียนของเพื่อนบ้านหลายคนที่เคยโทรศัพท์เรียกตำรวจมาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่เคยตักเตือนฝ่ายหญิงหลายครั้ง แต่ฝ่ายหญิงกลับไม่ปรับปรุงแก้ไข

ปัญหาที่เกิดขึ้นยังรวมถึงการที่ฝ่ายชายไม่สามารถนอนพักผ่อนบนเตียงของตัวเองได้ เพราะถูกแมวรุกรานอยู่ทุกวัน จนต้องลงมานอนกับพื้นและถูกแมวฉี่ใส่

ต่อมาในปี 2546 ฝ่ายชายไม่สามารถอดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไปจึงโทรศัพท์เรียกตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถช่วยแก้ไขได้ เพราะถือเป็นเรื่องภายในครอบครัวของฝ่ายชายเอง ทำให้ฝ่ายชายเริ่มพยายามหลีกเลี่ยงพบหน้าภรรยาของตัวเอง

ฝ่ายชายซึ่งเกษียณอายุจากอาชีพครูในปี 2547 ได้รับเงินบำเหน็จ 5 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 11 ล้านบาท ได้นำเงินเกษียณส่วนหนึ่งชำระเงินหนี้เงินกู้ของบ้านหลังดังกล่าว และแบ่งเงินออกเป็น 5 บัญชี ภายใต้ชื่อเจ้าของบัญชีร่วมกัน ตามคำแนะนำของภรรยา

แต่ในปี 2548 ฝ่ายชายกลับพบว่า มีเงินเก็บเหลือเพียง 2 บัญชี บัญชีละ 1 แสนดอลลาร์สิงคโปร์หรือราว 2.2 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 4.4 ล้านบาท จึงรีบปิดบัญชีและนำเงินทั้งหมดไปเปิดบัญชีใหม่ภายใต้ชื่อของตัวเองคนเดียว กลายเป็นอีกประเด็นปัญหาตอกย้ำข้อพิพาทเดิม

ด้านฝ่ายหญิงยอมรับว่า เป็นผู้ถอนเงินเกษียณของสามีออกไป 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4.4 ล้านบาท โดยที่สามีไม่ได้ให้ความยินยอม เพื่อนำไปซื้อรถยนต์ส่วนตัว และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ให้ลูกๆ นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างหนัก

ความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้ฝ่ายชายแยกตัวไปอาศัยอยู่กับพี่เขย และตัดขาดการติดต่อทั้งหมดกับภรรยาตั้งแต่ปี 2550 นอกจากนี้ ยังเคยถูกภรรยาห้ามไม่ให้เข้าไปพบหน้าลูกชาย เมื่อครั้งลูกชายประสบอุบัติเหตุต้องเข้าห้องแผนกผู้ป่วยวิกฤต หรือไอซียู

นอกจากนี้ ฝ่ายชายยังยื่นหลักฐานประกอบเป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับกรณีบุตรสาวถูกศาลสิงคโปร์ตัดสินปรับ กรณีที่ไม่ยอมจ่ายค่าบริการให้กับพนักงานที่จ้างมาดูแลแมวที่บ้านทั้งที่สิงคโปร์ และบ้านที่นครยะโฮร์บาห์รู เมืองเอกรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย

โดยฝ่ายภรรยายังถูกศาลประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลาย หลังไม่มีเงินจ่ายค่าคดีตามคำสั่งศาลกรณีที่ฝ่ายภรรยาฟ้องร้องเอาความต่อเอกชนของพนักงานที่มาดูแลแมวให้ โดยอ้างว่า พนักงานคนดังกล่าวฆ่าแมวของตนไปถึง 40 ตัว

ผู้พิพากษาฮาสซาน กล่าวว่า พิจารณาโอกาสที่ทั้งสามีและภรรยาจะเจรจาไกล่เกลี่ยกันแล้วพบว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากเจตนารมย์สุดขั้วของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายสามีที่ยืนยันจะหย่าร้าง และฝ่ายหญิงที่ยืนยันไม่ยอมหย่าร้าง

“คู่สามีภรรยาห่างเหินกันมานานถึง 15 ปี ถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก หมดสิ้นแล้วซึ่งความรักและเยื่อใยใดๆ ไม่มีโอกาสที่จะจุดไฟรักเก่าให้กลับคืนมาได้โดยสิ้นเชิง”

ศาลชั้นต้นสิงคโปร์พิพากษาให้ทั้งคู่สิ้นสุดความเป็นสามีภรรยาต่อกัน และให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้รับผิดชอบค่าคดีทั้งหมดรวม 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเกือบ 1 แสนบาท แต่ฝ่ายหญิงขอใช้สิทธิเดินหน้าอุทธรณ์คดีต่อ

 

 

 

ขอบคุณข่าวจาก   https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_4242035