ปี’62 การบินไทยขาดทุนสุทธิ 12,017 ล้าน – งดจ่ายเงินปันผล

ปี’62 การบินไทยขาดทุนสุทธิ 12,017 ล้าน – งดจ่ายเงินปันผล ชี้ช่วงหยุดบินชั่วคราวยังมีรายได้จากการขนส่งสินค้าและจัดเที่ยวบินพิเศษ-รายได้จากฝ่ายครัวการบิน

ปี’62บินไทยขาดทุนอื้อ – เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2563 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563 โดยมีพลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ประธานกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานในการประชุม และมีคณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เข้าร่วมการประชุม มีวาระสำคัญ ดังนี้

1. เรื่องรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2562 ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นฯ รับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2562 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีรายได้ รวมทั้งสิ้น 184,046 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 15,454 ล้านบาท หรือ 7.7% รายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าที่ลดลงรวม 15,767 ล้านบาท (8.6%) สำหรับค่าใช้จ่ายรวม 196,470 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 12,088 ล้านบาท (5.8%) สาเหตุหลักเกิดจากค่าน้ำมันที่ลดลง 5,421 ล้านบาท (9.0%) เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง 8.2% ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันลดลงจากปีก่อน 6,580 ล้านบาท (4.6%) ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวน 12,424 ล้านบาท ขาดทุนสูงกว่าปีก่อน 3,366 ล้านบาท (37.2%)

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการประมาณการเงินตอบแทนความชอบในการทำงาน จำนวน 2,689 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้รับรู้ค่าชดเชยเพิ่มเติมตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 4) ที่กำหนดอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างสำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปี ขึ้นไป ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย จำนวน 400 วัน และมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน จำนวน 634 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 273 ล้านบาท และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 4,439 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดทุนสุทธิ 12,017 ล้านบาท ขาดทุนสูงกว่าปีก่อน 448 ล้านบาท (3.9%) โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 12,042 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 5.52 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.19 บาทต่อหุ้น (3.6%)

ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์ รวมจำนวน 256,665 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จำนวน 12,056 ล้านบาท (4.5%) มีหนี้สินรวม เท่ากับ 244,899 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จำนวน 3,366 ล้านบาท (1.4%) และส่วนของ ผู้ถือหุ้นมีจำนวน 11,766 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 2561 จำนวน 8,690 ล้านบาท (42.5%)

2. เรื่องการงดจ่ายเงินปันผล ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นฯ มีมติงดจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2562 ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีผลกำไรจากการดำเนินงานในรอบปี 2562 และตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ กำหนดให้บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ก่อนหักผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากงบการเงินรวม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน ความจำเป็น และความเหมาะสมอื่นๆ ในอนาคต

3. เรื่องการเลือกตั้งกรรมการบริษัทฯ ใหม่ การประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 นี้ มีกรรมการออกตามวาระ ดังนี้ 1. พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน 2. นายวัชรา ตันตริยานนท์
3. พลอากาศเอก ชาญยุทธ ศิริธรรมกุล 4. นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ 5. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล

ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นฯ มีมติแต่งตั้งกรรมการบริษัทฯ รายเดิมต่ออีกวาระหนึ่ง จำนวน 5 ท่าน ดังนี้ 1. พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน 2. นายวัชรา ตันตริยานนท์ 3. พลอากาศเอก ชาญยุทธ ศิริธรรมกุล 4. นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ 5. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล

สำหรับกระบวนการฟื้นฟูกิจการนั้น ตั้งแต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของ การบินไทย เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2563 มีความคืบหน้าของการดำเนินงาน คือ การบินไทยได้ให้ข้อมูล ที่จำเป็นแก่เจ้าหนี้ตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อความทางโทรศัพท์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การประกาศ บนหน้าเว็บไซต์ และการจัดทำสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เจ้าหนี้ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยอย่างถูกต้องและทั่วถึง และบริษัทฯ ได้พยายามดำเนินงานด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ประการสำคัญ คือ การเจรจาหารือกับเจ้าหนี้หลายภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหนี้เกี่ยวกับความจำเป็นในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย และเจ้าหนี้มีความมั่นใจที่จะให้การสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยต่อไป ซึ่งการเจรจาหารือกับเจ้าหนี้นั้น เป็นไปในทิศทางที่ดี และการบินไทยได้รับการตอบรับ ในเชิงบวกจากเจ้าหนี้มาโดยตลอด นอกจากนี้ การบินไทยได้หารือร่วมกับหน่วยงานและองค์กรสำคัญต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจการบินของการบินไทย และได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากองค์กรดังกล่าวเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ กระบวนการยื่นขอรับชำระหนี้ที่จะเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ การบินไทย ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนซึ่งรวมถึงกรมบังคับคดี เพื่อเตรียมความพร้อมในการ อำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ได้มากที่สุด สำหรับการนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 ส.ค. 2563 นั้น การบินไทยได้เตรียมความพร้อมและดำเนินการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อนำเสนอต่อศาลล้มละลายกลางอย่างเต็มที่ ซึ่งในวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลาง จะพิจารณามีคำสั่งในประเด็นสำคัญเพียง 2 ประเด็นเท่านั้น กล่าวคือ การบินไทยสมควรได้รับการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ และสมควรแต่งตั้งคณะผู้ทำแผนที่การบินไทยเสนอให้เป็นผู้ทำแผนของการบินไทยหรือไม่ แต่ศาลจะยังไม่พิจารณาว่าเจ้าหนี้รายใดเป็นเจ้าหนี้ในจำนวนเท่าใด และจะได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการมากน้อยเพียงใด ซึ่งขั้นตอนการพิจารณาดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และตั้งผู้ทำแผนเพื่อจัดทำแผนเสนอให้เจ้าหนี้ทั้งหลายพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่บริษัท การบินไทยฯ หยุดทำการบินชั่วคราว บริษัทฯ ยังคงให้บริการเที่ยวบินขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการส่งออกและนำเข้าสินค้า และช่วยสนับสนุนการขนส่งผลิตผลทางการเกษตร ตั้งแต่เดือนมี.ค. – ก.ค. 2563 โดยขนส่งสินค้าจำนวน 18,165 ตัน ใน 903 เที่ยวบิน และจัดเที่ยวบินพิเศษนำคนไทยที่ตกค้างและอยากกลับบ้าน จำนวน 5,488 คน เพื่อมาพบครอบครัว จำนวน 46 เที่ยวบิน จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย ลาว เกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น โดยมีรายได้จากการขนส่งสินค้าและจัดเที่ยวบินพิเศษระหว่างเดือนมี.ค. – ก.ค. 2563 ประมาณ 1,826 ล้านบาท และบริษัทฯ ยังมีรายได้จากฝ่ายครัวการบินตั้งแต่เดือนมี.ค. – มิ.ย. 2563 ประมาณ 500 ล้านบาท จากการผลิตอาหารขึ้นเครื่องบินให้แก่สายการบินลูกค้า และของบริษัทฯ ประมาณ 1.1 ล้านชุด และผลิตขนมและเบเกอรี่ของร้าน Puff & Pie กว่า 5.5 ล้านชิ้น

////////////////////

ขอบคุณข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/economics/news_4618841