พิษโควิดอ่วม ฉุดดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม พ.ค.อยู่ที่ 80.31 หดตัว 23.19% ชี้คลายล็อกดาวน์ธุรกิจเริ่มฟื้น

นายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ค.63 อยู่ที่ 80.31 หดตัว 23.19% จากเดือน พ.ค.62 แต่ขยายตัว 2.86% จากเดือน เม.ย.63 ที่ MPI อยู่ในระดับ 78.08 ส่งสัญญาณดีขึ้นหลังจากผ่านคลายล็อกดาวน์ โดยอุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) และยายังคงขยายตัวต่อเนื่อง คาดเศรษฐกิจในเดือน มิ.ย.63 จะดีขึ้นหลังได้เงินหมุนเศรษฐกิจจากมาตรการเยียวยาของภาครัฐและมีการคลายล็อกดาวน์ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ดัชนี MPI ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.63) หดตัว -11.82%

สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายประเทศใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้น ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว กิจกรรมสำคัญทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักลง รวมทั้งกิจกรรมด้านการขนส่ง นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้ลดวันทำงานลง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ในเดือน พ.ค.63 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 26.86% เป็นต้น ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโดยรวมเดือน พ.ค.63 อยู่ที่ 52.84% ลดลงจาก 67.38% ในเดือนพ.ค.62 แต่ดีขึ้นจากเม.ย.63 ที่อยู่ในระดับ 51.27%

ทั้งนี้สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นหลังดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน พ.ค.63 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.86% จากเดือน เม.ย.63 จากการเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นในบางอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้เช่น อุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) ที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ปลาแช่แข็ง สัตว์น้ำบรรจุกระป๋อง การแปรรูปผักผลไม้ นม แป้งมันสำปะหลัง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10.07% จากเดือน พ.ค.62 นับเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับ 2 หลักติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4

โดยอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนี MP เดือน พ.ค.63 ได้แก่ การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ น้ำมันปิโตรเลียม และเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง โรงงานยังคงหยุดสายการผลิต ประชาชนเริ่มทำงานที่บ้านจึงลดการเดินทางลง การหยุดกิจกรรมขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจากต่างประเทศ และถูกปิดช่องทางการขายทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่อุตสาหกรรมหลักที่ยังคงขยายตัวดีในเดือน พ.ค.63 ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ขยายตัวเพิ่มขึ้น 24.89% จากเดือน พ.ค.62 เนื่องจากผู้ผลิตบางรายได้เพิ่มสัดส่วนในการรับจ้างผลิตสินค้ามากขึ้นจากปีก่อนที่เน้นการผลิตตามแผนการตลาดของตัวเองเท่านั้น ส่วนอาหารทะเลกระป๋อง ขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.15% จากเดือน พ.ค.62 โดยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เกิดความต้องการอาหารที่เก็บไว้ได้นานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเร่งผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนที่มีมากในปีนี้

สำหรับเภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10.07% จากเดือน พ.ค.62 จากผลิตภัณฑ์ยาเม็ด ยาแคปซูล และยาครีม เนื่องจากมีความต้องการใช้ต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19,นม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.99% จากเดือน พ.ค.62 จากผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มและนมผง เนื่องจากปริมาณน้ำนมดิบที่มีเพิ่มขึ้น รวมถึงการทำโปรโมชั่นและเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ โดยได้รับคำสั่งซื้อจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ เพิ่มขึ้นหลังผู้ผลิตในมาเลเซียปิดโรงงานชั่วคราวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19, อาหารทะเลแช่แข็ง ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.08% จากเดือน พ.ค.62 จากผลิตภัณฑ์ปลาแช่แข็ง เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้คาดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน มิ.ย.63 จะกลับมาดีขึ้น โดยจะได้เงินหมุนเวียนเศรษฐกิจจากมาตรการเงินเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของรัฐบาลในส่วนต่างๆ ที่คืบหน้าค่อนข้างมาก อาทิ มาตรการเยียวยา 5,000 บาท ที่ให้ความช่วยเหลือสำเร็จแล้วกว่า 99% รวมถึงการผ่อนคลายให้กิจกรรมและกิจการบางประเภทสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้

โดยการผ่อนคลายล็อกดาวน์ระยะที่ 3 ในวันที่ 1 มิ.ย.63 และระยะที่ 4 ที่เริ่มวันที่ 15 มิ.ย.63 จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนเริ่มกลับมาดำเนินการต่อได้ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมรวมถึงภาคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกันกับในหลายประเทศที่มีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้ความต้องการสินค้าจากต่างประเทศเริ่มกลับมาขยายตัวอีกครั้ง คาดการณ์ว่า ดัชนี MPI ทั้งปีจะหดตัวที่ -6 ถึง -7% ส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมปีนี้จะหดตัว -5.5 ถึง -6.5%

 

 

 

ขอบคุณข่าวจาก    https://siamrath.co.th/n/166027