ศูนย์วิจัยบ้านสมเด็จฯชี้ปชช.เชื่อการใช้ชีวิต “นิว นอร์มอล” อยู่นาน 1 ปี 37.9 % และ 68.4% มาตรการผ่อนปรนจะทำให้เกิด “นิว นอร์มอล” อีก

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่, นิว นอร์มอล (New Normal) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร ตรัง ชลบุรี ภูเก็ต ราชบุรี จำนวนทั้งสิ้น 1,112 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18 – 21 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ เผยว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้มาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของคนในสังคมเป็นอย่างมาก จากการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 อาทิ การสวมหน้ากากอนามัยของผู้คนในสังคม ที่อดีตคือผู้ป่วย แต่ในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องปกติของคนในสังคม ,การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคมที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ,การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่แทนการนั่งทานในร้าน ,การทำงานที่บ้าน (Work From Home) , การเรียนการสอนออนไลน์, การซื้อสินค้าจากทางออนไลน์ ,การลดการใช้จ่ายในสิ่งของฟุ่มเฟือย ซึ่งมีการกำหนดว่าในปี 2563 นั้นทำให้เกิดความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่ หรือ นิว นอร์มอล (New Normal) ของคนในสังคม การสำรวจในครั้งนี้เน้นไปที่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคมและมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 1 และ มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 จะทำให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคมไปอย่างไร โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม หรือความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่, นิว นอร์มอล (New Normal) ร้อยละ 84.2 และคิดว่ามาตรการผ่อนปรนระยะที่ 1 และ มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 จะทำให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม หรือความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่, นิว นอร์มอล (New Normal) ร้อยละ 68.4

ทั้งนี้คิดว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคมมากที่สุด ของความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่, นิว นอร์มอล (New Normal) อันดับหนึ่ง หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ ร้อยละ 48.3 ,อันดับสอง การทำงานที่บ้าน (Work From Home) / การเรียนการสอนออนไลน์ ร้อยละ 17 ,อันดับสาม การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ร้อยละ 14.6 ,อันดับสี่ การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่แทนการนั่งทานในร้าน ร้อยละ 11 อันดับห้าคือ การซื้อสินค้าจากออกไปซื้อข้างนอกกลายเป็นซื้อทางออนไลน์ ร้อยละ 6.4 และอันดับสุดท้าย การลดการใช้จ่ายในสิ่งของฟุ่มเฟือย ร้อยละ 2.6

ส่วนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคมน้อยที่สุด ของความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่, นิว นอร์มอล (New Normal) อันดับหนึ่ง การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ร้อยละ 22.5 ,อันดับสอง การลดการใช้จ่ายในสิ่งของฟุ่มเฟือย ร้อยละ 20.5 ,อันดับสาม การซื้อสินค้าจากออกไปซื้อข้างนอกกลายเป็นซื้อทางออนไลน์ ร้อยละ 19.3 ,อันดับสี่ หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ ร้อยละ 12.9 ,อันดับห้า การทำงานที่บ้าน (Work From Home) / การเรียนการสอนออนไลน์ ร้อยละ 12.8 และอันดับสุดท้าย การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่แทนการนั่งทานในร้าน ร้อยละ 12.1

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม หรือความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่, นิว นอร์มอล (New Normal) จะมีความต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี มากที่สุด ร้อยละ 37.9 รองลงมาคือเกิน 1 ปี ร้อยละ 35.7 และไม่ถึง 1 ปี ร้อยละ 26.3

และอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม หรือความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่, นิว นอร์มอล (New Normal) มากที่สุดอันดับหนึ่ง หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ ร้อยละ 33.5 ,อันดับสอง การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ร้อยละ 22.5 ,อันดับสาม การทำงานที่บ้าน (Work From Home) / การเรียนการสอนออนไลน์ ร้อยละ 13.7 ,อันดับสี่ การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่แทนการนั่งทานในร้าน ร้อยละ 11.3 อันดับห้าคือ การซื้อสินค้าจากออกไปซื้อข้างนอกกลายเป็นซื้อทางออนไลน์ ร้อยละ 10.3 และอันดับสุดท้าย การลดการใช้จ่ายในสิ่งของฟุ่มเฟือย ร้อยละ 8.5

 

 

ขอบคุณข่าวจาก   https://siamrath.co.th/n/159887