ผู้ว่าฯขอนแก่น เผยพบชาวบ้านถูกขบวนการครูสวมสิทธิ “คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน” 3 อำเภอ ความเสียหายประมาณ 12 ล้านบาท

ผู้ว่าฯขอนแก่น เผยพบชาวบ้านถูกขบวนการครูสวมสิทธิโครงการคนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน แล้วใน 3 อำเภอ มูลค่าความเสียหายประมาณ 12 ล้านบาท ขณะที่ครูอีก 3 รายที่ถูกกล่าวหาตำรวจเตรียมเรียกมาสอบปากคำทุกคน

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 9 ก.พ. 64 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น ประชุมร่วมคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีการทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกันและโครงการคนละครึ่ง โดยมี รอง ผวจ.ขอนแก่น และคลังจังหวัดรวมทั้งคณะทำงานเข้ารายวานความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สำรวจชาวบ้านในพื้นที่ตัวเองว่ามีหมู่บ้าน ชุมชนใดที่ถูกถ่ายรูปเอาบัตรประชาชนหรือถ่ายเอกสารบัตรประชาชนไปแล้วจ่ายเงิน 200บาท ให้มาแจ้งกับหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอที่ตัวเองอาศัยอยู่ ปรากฏว่า นอกจาก อ.บ้านฝางแล้วก็มีรายงานจาก อ.หนองเรือ และ อ.ภูผาม่านเข้ามาอีก รวมแล้วขณะนี้มีชาวบ้านที่ถูกถ่ายเอาบัตรประชาชนไปใช้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน รวม 3 อำเภอ สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงินในเบื้องต้นที่ได้มีการประมาณการที่ยังไม่เป็นทางการ เพราะการใช้สิทธิ์นั้นเค้าใช้สิทธิ์2 สิทธิ์ สิทธิอันแรกคือโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งคาดการณ์ว่าในส่วนนี้นั้นจะมีความเสียหายถ้ากรณีเต็มวงเงินทั้ง 777 รายจะอยู่ที่ประมาณ 9,300,000 กว่าบาทและถ้าเป็นกรณีของโครงการคนละครึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 2,700,000 บาท

” ในส่วนของพื้นที่ อ.หนองเรือนั้น เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมได้ลงพื้นที่ รับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในเบ้องต้นมีรายงานเข้ามาว่า คนที่สั่งให้ชาวบ้านถ่ายเอกสารบัตรประชาชนให้นั้น ชาวบ้านเรียกว่าครู ซึ่ง 1 คน ยังคงสอนที่ศูนย์ปฐมวัยของ ทต.ยางคำ อีก 2 คน เป็นครูอัตราจ้าง แต่ชาวบ้านไม่ทราบว่าสอนที่ใด ซึ่งในกรณีของบุคคลทั้ง 3 นี้นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะมีการสืบสวนสอบสวน ตามขั้นตอนต่อไป ในส่วนของข้าราชการที่เป็นครู เข้ามาเกี่ยวข้องและกระทำการในการถ่ายเอาบัตรประชาชนชาวบ้านไปสวมสิทธิ์ ลงทะเบียนใช้ในโครงการของรัฐนั้น ได้รับรายงานจากศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่นว่า ความชัดเจน 2 ราย ซึ่งถูกจับเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่ชาวบ้านเรียกว่าครู 3 คนที่อ.หนองเรือนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ สพป.ที่รับพื้นชอบพื้นที่ อ.หนองเรือ”

ผวจ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า จังหวัดรอรายงานผลสรุปจาก 3 อำเภอ จากนั้นก็จะมาสรุปร่วมกันในนามของจังหวัดขอนแก่น เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ส่วนจะเข้าข่ายฉ้อโกงหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะขณะนี้จังหวัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวหนึ่งชุด มีนายวรทัศน์ ธุรีจันทร์ รอง ผวจ.ขอนแก่นเป็นหัวหน้าคณะและมีคลังจังหวัด มีผู้แทนของธนาคารกรุงไทยและปลัดจังหวัดเป็นกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ออกไปเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในพื้นที่แล้ว และคณะกรรมการชุดนี้จะสรุป ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น รายละเอียดต่างๆแล้วก็เสนอข้อกฎหมาย วิธีการแก้ไขพร้อมข้อเสนอแนะต่างๆให้ผู้ว่าการจังหวัดทราบ

“ส่วนของผู้ต้องหาหรือผู้ที่มาดำเนินการในเรื่องนี้ที่ทำให้เกิดการเสียหาย ซึ่งผู้บังคับบัญชาหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานั้นก็ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วอันนี้เป็นประเด็นที่หนึ่งเมื่อทราบ อย่างไรแล้วก็อาจจะมีการสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่อื่นก่อน ส่วนท ในทางคดีทางตำรวจได้ส่งทีมออกไปอำนวยความสะดวกในการที่จะสอบสวนและบันทึกปากคำประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนที่3 ทางจังหวัดได้ทางให้อำเภอทุกอำเภอได้ตรวจสอบว่ามีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่อำเภออื่นอีกหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันมา 3 อำเภอคือ อ.บ้านฝางจำนวน 186 ราย อ.หนองเรือรวมพื้นที่ 3ตำบลจำนวน 584 รายและเพิ่งได้รับแจ้งมาว่า อ.ภูผาม่านอีก 7 ราย รวมทั้งหมดทั้ง 3 อำเภอ คือ 777 ราย”

ผวจ.ขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าในส่วนของการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนนั้น จังหวัดโดยคณะกรรมการก็ได้ให้ศูนย์ดำรงธรรมของอำเภอ จุดชุดเฉพาะกิจลงไปรับเรื่องราวร้องทุกข์ กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อที่จะได้ประมวลทั้งชื่อทั้งเลขประจำตัวประชาชนของผู้ที่เสียหายในสองพื้นที่สองอำเภอหลักๆนั้นรีบส่งมาที่จังหวัดภายในวันที่ 10 ก.พ.ที่จะถึงนี้ เพื่อที่ทางจังหวัดจะได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งไปที่กระทรวงการคลังเพื่อที่จะได้ให้มีการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นของรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้มีหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบยอดความเสียหาย จากนั้นกระทรวงการคลังก็จะแจ้งแนวทางปฏิบัติมาว่าที่จังหวัดว่าต้องทำอย่างไร

ขณะที่ พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.4 กล่าวว่า ขณะนี้คณะเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงตำรวจภูธรภาค4 ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว และทราบว่ามีหญิงสาวจำนวน 3 ราย ซึ่งชาวบ้านบอกว่าเป็นครูทั้ง 3 คน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบชื่อ ที่อยู่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน เพื่อเรียกมาสอบสวน หากพบว่ากระทำการตามที่ถูกกล่าวหาก็จะถูกแจ้งข้อกล่าวตามกฏหมายเหมือนครูฝน และจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าทั้ง 3 คน มีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาที่ถูกจับก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้หยุดทำการสืบสวน เพราะต้องแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นในภาพรวมคือประชาชนและรัฐซึ่งเป็นเจ้าของงบประมาณ จึงต้องสืบสวนสอบสวนนำตัวคนทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านและเกิดความเสียหาย ซึ่งผู้เสียหายคือเจ้าของโครงการหรือรัฐบาล ในส่วนนี้กำลังตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน หากเข้าข่ายฉ้อโกงก็จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ก่อเหตุเช่นกัน

ขอบคุณข่าวจาก  https://siamrath.co.th/n/218738