“พรรคกล้า” ปลุกกระแส “เกษตรพรีเมี่ยม” ปั๊มยอดส่งออกสินค้าเกษตรรุกรัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 15 ก.ย.64 นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า อดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย บรรยายให้กับผู้เข้าอบรมในกิจกรรมพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมต้นแบบอัจฉริยะ (Genius Academy 2021) จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม : strategic thinking and scenario planning โดยนายวรวุฒิ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ส่งออกพืชผลทางการเกษตรเป็นรายได้หลักของประเทศมาช้านาน ในช่วง 30-40 ปีก่อนไทยส่งออกเป็นอันดับต้นของโลก แต่ในปัจจุบันตกไปอยู่ในอันดับที่ 13 และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ดูจากยอดส่งออกตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาโควิด แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงอย่างน่าตกใจ ทั้งที่โดยศักยภาพของเกษตรกร และคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรไม่แพ้ชาติอื่น โดยเฉพาะเรื่องรสชาติ เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง ส้ม ฯลฯ เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก

นายวรวุฒิ ได้หยิบยกตัวเลขจีดีพีภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการรวมในปี 2562 ที่รวมกันถึง 92% หรือประมาณ 13.1 ล้านล้านบาท ในขณะที่ภาคการเกษตรเหลือเพียง 8% หรือ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นผลผลิตต่อไร่ประมาณ 4-5 พันบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับผลผลิตของประเทศอื่น ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิสราเอล นิวซีแลนด์ หรือแม้แต่เวียดนามเอง ผลผลิตเขาสูงกว่าประเทศเรา อย่างไรก็ตามหากจะวางเป้าหมายจีดีพีภาคการเกษตรของประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าให้ถึง 25% ก็ต้องมาดูว่าเราจะทำอย่างไร

“ประเทศไทยมีพื้นที่อยู่ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ 143 ล้านไร่ (45%) เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 178 ล้านไร่ (55%) ถ้าเอาจีนเป็นคู่เทียบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรได้ลองคำนวณเป้าหมาย 1 ไร่ ได้ผลผลิต 1 แสนบาท (จากเดิมผลผลิตต่อไร่ 4–5 พันบาท) คิดเป็นรายได้ทั้งหมด 17.8 ล้านล้านบาท มากกว่าจีดีพีรวมทั้งประเทศ สิ่งที่ต้องทำคือ พัฒนาการผลิตให้เป็นเกษตรพรีเมี่ยม ดูอย่างญี่ปุ่น ภูมิประเทศเขาเป็นเกาะ พื้นที่ทำเกษตรมีน้อย จึงต้องทำเกษตรมูลค่าสูงให้คุ้มกับพื้นที่ที่มีจำกัด ปศุสัตว์ก็ทำเป็นพรีเมี่ยม เนื้อวัวเขาก็ทำเป็นเนื้อวากิว ชายกิโลละเป็นหมื่น ในขณะที่บ้านเรากิโลละเป็นร้อย สตรอเบอรี่ญี่ปุ่นบรรจุกล่องละ 10-12 ลูก ชายอยู่ที่ 5-6 พันบาท ตกราคาลูกละ 500 บาท หรือแม้แต่มันสำปะหลัง เขาก็เอามาแปรรูปเป็นโปเตโต้ฟาร์ม ขายกล่องละหลายร้อยบาท เป็นต้น” นายวรวุฒิ กล่าว

รองหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรรักษาคุณภาพ ยกระดับคุณภาพ และแปรรูปสินค้าเกษตร ก็จะช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน และสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตให้ถูกลง โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือ เรื่องน้ำ ทำให้เกษตรกรไม่ว่าจะเป็น ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนทั้งหลาย ต้องแบกต้นทุนการผลิตที่สูงอย่างคาดไม่ถึง เช่น ชาวนามีต้นทุนค่าน้ำมัน ในการสูบน้ำเข้านา คิดเป็น 12-18% ของต้นทุนทั้งหมด ตัวเลขแบบนี้ประเทศอื่นไม่มี ในขณะที่ชาวสวน ส่วนใหญ่ใช้วิธีขุดบ่อบาดาล ซึ่งมีต้นทุนที่แพงมาก ที่ผ่านมาไม่มีภาพชัดเจนว่ารัฐบาลจะจัดการให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ซึ่งหากไม่ปรับวิธีการผลิต โอกาสที่เกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้คงยาก นี่ยังไม่พูดถึงต้นทุนอื่น ๆ ทั้งเมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย ค่าแรง และที่สำคัญพื้นที่ทำเกษตรส่วนใหญ่เป็นเกษตรแปลงเล็ก การใช้เครื่องจักร เครื่องมือ หรือโดรน ให้ปุ๋ยให้น้ำ ก็ทำได้ยาก เพราะต้นทุนสูง ซึ่งทั้งหมดนี้เราต้องการนโยบายการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

อดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวด้วยว่า ปัญหาใหญ่อีกอย่างของภาคเกษตรของไทยคือ การตลาดและการขาย เรามักเจอปัญหาทุกปี โดยเฉพาะชาวสวนผลไม้ ที่ให้ผลผลิตตามฤดูกาล ไม่มีตลาดรองรับ เมื่อผลผลิตออกมามาก เกิดการเน่าเสีย ก็จะเกิดความเสียหาย บางรายต้องตัดหรือเผาทิ้งไปเลย เนื่องจากต้นทุนการเก็บผลผลิตสูงกว่าราคาขาย นอกจากนี้ เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อยืดอายุและเพิ่มมูลค่าผลผลิต แต่ปัญหาตามมาคือ แปรรูปแล้วใครซื้อ เราจะมีวิธีการสร้างตลาดอย่างไร จ่ายชดเชยอย่างไร ถึงจะเป็นธรรมกับเกษตรกร ทั้งหมดล้วนเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะลงมาแก้ปัญหา

 

“แต่ปัญหาของบ้านเราคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างคนต่างทำ ไม่รวมศูนย์ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สอนเกษตรกรปลูก พอถึงกระบวนการแปรรูปกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะเข้ามาสนับสนุนในอีกรูปแบบ และเมื่อขายก็ไปที่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็จะมีรูปแบบการขายเป็นอีกอย่าง และโครงสร้างกระทรวง รัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารงานก็มาจากคนละพรรค มีนโยบายมาคนละทิศละทาง เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ทั้ง 3 กระบวนการนั้นเขารวมเป็นกระทรวงเดียวคือกรทรวงเศรษฐกิจ กำหนดทิศทาง ตั้งแต่ ปลูก แปรรูป ทำตลาด สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน เขาจึงสามารถทำเป็นเกษตรพรีเมี่ยมและขายได้ อย่างสตรอเบอรี่ลูกนิดเดียว ตกราคาลูกละ 500 บาท เท่ากับทุเรียนบ้านเราทั้งลูก โดยส่วนตัวเชื่อว่าถ้าญี่ปุ่นมาเป็นเจ้าของสวนทุเรียนไทย เขาสามารถทำให้ทุเรียนลูกละเป็นแสน และเชื่อว่าเขาหาตลาดได้ ขนาดสตรอเบอรี่ลูกนิดเดียวยังขายได้ลูกละ 500 บาท เท่ากับทุเรียนไทยทั้งลูก เรื่องแบบนี้เราต้องมีรัฐบาลที่เข้าใจ และมีนโยบายสนับสนุน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องพัฒนาตัวเองด้วย ถ้าอยากประสบความสำเร็จแบบญี่ปุ่น” นายวรวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ นายวรวุฒิ ยังได้ให้หลักคิดถึงคนที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีว่า ต้องมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ยอมแพ้ ใจสู้ ล้มแล้วลุกขึ้นมาได้ แต่ทั้งนี้การล้มต้องล้มแบบไม่เจ็บหนัก และรู้ว่าจังหวะไหนควรหยุด ควรเลิก ต้องประเมินได้ และคิดเสมอว่าถ้าเราทำพลาดเราต้องเรียนรู้จากมันและกลับไปทำใหม่ไม่ให้ผิดซ้ำอีก ที่สำคัญต้องเตรียมรับสถานการณ์ไม่คาดฝันไว้ด้วย ใครจะคิดว่าจะเกิดวิกฤตโควิดที่หนักหนา ถึงขั้นที่โลกทั้งโลกไปมาหาสู่กันไม่ได้ ค้าขายไม่ได้ ห้างที่เคยเปิด 365 วันต่อปี ต้องปิดลง 7-11 ที่เปิด 24 ชั่วโมงต้องเปิดปิดเป็นเวลา บางแห่งก็ต้องปิดตัวลง คนเป็นผู้ประกอบการที่ล้มลุกคลุกคลานมาก่อนจะเข้าใจ ท้อได้แต่ต้องมีความหวังและความพยายามก็ต้องใหญ่กว่าความฝันเสมอ

 

ขอบคุณข่าวจาก  https://siamrath.co.th/n/280611