“ม็อบหม่อง”ทวีดีกรีระอุ

Photo : Getty ImagesPhoto : Getty Images

ยกระดับ ขยับกลับกลาย เป็น “การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของเมียนมา” ไปแล้ว

สำหรับ “ปรากฏการณ์ม็อบ” คือ การ “ชุมนุมของประชาชนชาวเมียนมา” ที่ออกมาต่อต้านการทำ “รัฐประหาร” โดย “กองทัพ” หรือ “ตั๊ดมาดอว์” ภายใต้การนำของ “พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย” ผบ.สส. ที่ก่อการ “ยึดอำนาจ” จาก “รัฐบาลพลเรือน” ของ “ออง ซาน ซูจี” ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ด้วยข้ออ้างว่า พรรคเอ็นแอลดีของนางซูจี โกงการเลือกตั้ง จนได้รับชัยชนะอย่างถล่ม ในสมรภูมิเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาชเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว
ทว่า การทำรัฐประหารดังกล่าว สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากประชาชนชาวเมียนมา จนต้อง “จุดไฟม็อบ” กันขึ้น เพื่อแสดงถึงปฏิกริยาถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ว่านั้นขึ้น ควบคู่ขนานไปกับการเรียกร้องให้นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่ามหาอำนาจชาติตะวันตก ดำเนินมาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชัน ต่อกองทัพเมียนมา เพื่อเป็นการลงโทษ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา ซึ่งได้แซงก์ชันกันไปแล้ว รวมถึงสหภาพยุโรป หรืออียู ที่คาดหมายว่า จะประกาศคว่ำบาตรกองทัพเมียนมา ในวันจันทร์ที่ 22 ก.พ.นี้

โดยหะแรกเริ่มเดิมทีของการเคลื่อนไหวต่อต้าน ก็เป็น “ลูกหาบ” หรือ “พลพรรค” ของ “เอ็นแอลดี” เป็นหลัก ที่ “จุดไฟม็อบ” จัดตั้งผ่านขบวนการที่มีชื่อว่า “ขบวนการพลเมืองอารยะขัดขืน” หรือ “ซีดีเอ็ม” (CDM : Civil Disobedience Movement)

จากประกายไฟเล็กๆ ก่อนลุกลามไปยังกลุ่มประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี เลือกสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีเข้าสู่สภา อันกอปรด้วยกลุ่มบุคคลจากสาขาอาชีพต่างๆ ทั้งจากภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนนักศึกษา เยาวชน คนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมแจม

ไม่เว้นกระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ ที่พากันผละงาน ทิ้งคนไข้ มาร่วมต่อต้านกองทัพ ประท้วงการก่อรัฐประหารในครั้งนี้ด้วย

ล่าสุด เริ่มมีเสียงกระเส็นกระสายมาว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร บางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เป็นตำรวจ ทหาร หนุ่มๆ คนรุ่นใหม่ มาร่วมต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้ด้วย ถึงขนาดขึ้นเวทีของกลุ่มผู้ประท้วงในบางพื้นที่ชุมนุมกันเลยก็มี จนกองทัพเมียนมาต้องขู่ว่าจะเล่นงานทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่พวกนี้ รวมถึงพวกม็อบ ด้วยโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปีด้วยกัน

ปรากฏการณ์ม็อบ ก็ถูกจุดไฟขึ้นในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศ หลังจากเริ่มก่อตัวกันที่ “นครย่างกุ้ง” เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นที่ตั้งที่ทำการใหญ่ของพรรคเอ็นแอลดี จนถูกยกให้เป็น “ศูนย์กลางม็อบ” นอกจากนี้ ก็ยังมีที่ “นครมัณฑะเลย์” เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ ก่อนกระจายไปตามเมืองอื่นๆ อีกหลายสิบเมือง ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมประท้วงรวมแล้วนับแสนคน

โดยมีรายงานว่า ขบวนการซีดีเอ็ม ใช้บทเรียนจากการชุมนุมประท้วงเมื่อปี ค.ศ. 1988 (พ.ศ.2531) หรือที่เรียกว่า “88” ผสมผสานกับ “การปฏิวัติชายจีวร” หรือ “การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์” เมื่อปี 2007 (พ.ศ. 2550) มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อการรับมือ ต่อสู้ กับเผด็จการทหาร ในการชุมนุมประท้วง 2021 (พ.ศ. 2564) นี้

พร้อมกันนั้น ทาง “ซีดีเอ็ม” ก็ขยับปรับยุทธวิธีในการขับเคลื่อนม็อบอยู่เป็นระยะๆ ทั้งจากเคาะเครื่องครัวโลหะ บีบแตรรถ ให้บังเกิดเสียงดัง การเจาะ หรือแฮ็ก ระบบคอมพิวเตอร์ หน่วยงานราชการ รวมถึงกองทัพเมียนมา ตั๊ดมาดอว์ จนมีรายงานว่า กองทัพเมียนมา ต้องขอความช่วยเหลือจากจีนให้ช่วยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เดินทางมายังเมียนมา เพื่อช่วยแก้ไขระบบคอมพิวเตอร์ และให้ช่วยสร้างระบบไฟร์วอลล์ เพื่อป้องกันการถูกแฮ็ก

แต่ที่นับว่าสร้างความฮือฮา และมีผลกระทบทั้งใน และระหว่างประเทศ คือ กับชาติเพื่อนบ้านที่ให้การสนับสนุนต่อกองทัพเมียนมาได้ไม่น้อย ก็เห็นจะเป็นยุทธวิธี “จอดรถขวางถนน” ของ “ซีดีเอ็ม”

ยุทธวิธีข้างต้น ก็จะให้ผู้เข้าร่วมม็อบ ไปจอดรถให้เต็มท้องถนน แบบทำทีเป็น “รถเสีย” เปิดกระโปรงหน้ารถแล้วทิ้งไว้ โดยถนนที่รถเหล่านี้ ไปจอดขวาง ก็เป็นถนนสายธุรกิจ คือ ย่านดาวทาวน์ ต่างๆ เช่นที่นครย่างกุ้ง ซึ่งเมืองธุรกิจใหญ่ที่สุดของเมียนมา เพื่อให้ส่งผลกระทบระบบเศรษฐกิจของเมียนมา ทั้งจากเส้นทางคมนาคมที่กลายเป็นอัมพาต ขนส่งทั้งคน ทั้งสินค้า ไม่ได้ รวมถึงคนทำงานทั้งหลาย ก็ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ด้วย เช่น การลำเลียงน้ำมันจากเมียนมาไปจีน รวมถึงการเตรียมพื้นที่เพื่อก่อสร้าง “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา” หรือ “ซีเอ็มอีซี” (CMEC : China-Myanmar Economic Corridor)

แต่ที่นับว่า สร้างผลกระทบให้เศรษฐกิจของชาติเพื่อนบ้าน ที่ให้การสนับสนุนต่อกองทัพเมียนมา ก็เห็นจะเป็นนำรถไปจอดขวางถนน แบบทำเป็นรถเสีย บริเวณจุดผ่านแดนระหว่างพรมแดนเมียมา-จีน ซึ่งประเทศจีน เป็นที่รับรู้กันว่า เป็น “พี่ใหญ่” ของกองทัพเมียนมา มาหลายยุคสมัย ทำให้การลำเลียงสินค้าระหว่างจีนกับเมียนมา กลายเป็นอัมพาตไป รวมถึงการดำเนินโครงการต่างๆ ที่จีนทำกับเมียนมา ต้องชะงักงันไปโดยปริยาย

โดยยุทธวิธีนี้ ดูจะทำให้ “พญามังกร” อันเป็นนิกเนมของ “จีนแผ่นดินใหญ่” มิอาจทนนิ่งอยู่ไปได้ ต้องให้ “เอกอัครราชทูตจีนประจำเมียนมา” อย่าง “นายเฉิน ไห่” มาคุยกับ “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ถึงในกรุงเนปิดอว์ เลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการจีน ที่พบปะกับบิ๊กทหารใหญ่ของเมียนมารายนี้ครั้งล่าสุด ภายหลังจากเมื่อช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา “นายหวัง อี้” ผู้ดำรงตำแหน่งสูงถึง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน” พบปะกับ “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ซึ่งในครั้งนั้นนายพลใหญ่แห่งแดนหม่อง ฟ้องต่อนายหวัง อี้ ว่า พรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี โกงเลือกตั้ง โดยการฟ้องดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ผิดอะไรกับการที่กองทัพเมียนมาขอไฟเขียวเพื่อทำรัฐประหารจากจีนก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้น อีก 3 สัปดาห์ต่อมา การรัฐประหารก็บังเกิดขึ้นในเมียนมา

นอกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ใครๆ ก็ล้วนเห็นว่า สนับสนุนต่อกองทัพเมียนมา จนนำไปสู่การทำรัฐประหารครั้งล่าสุดกันแล้ว ก็ยังมีรายงานด้วยว่า “รัสเซีย” ก็เป็นอีกประเทศที่ประกาศท่าทีถึงการสนับสนุนต่อกองทัพเมียนมา หลังกองทัพตั๊ดมาดอว์ ก่อรัฐประหาร เมื่อเร็วๆ นี้ สร้างความวิตกกังวลกันว่า เมื่อมีมหาอำนาจจากฟากฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมวงไพบูลย์แบบประชันขันแข่งกันอยู่ในทีเยี่ยงนี้ ก็จะส่งผลให้สถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเมียนมา กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่นับวันจะเพิ่มขนาดม็อบมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะไปสู่ความรุนแรงละเลงเลือด ที่แม้แต่สหประชาชาติ หรือยูเอ็นก็ยังแสดงท่าทีปริวิตก

ขอบคุณข่าวจาก https://siamrath.co.th/n/222030