ยอดขายรถยนต์ในประเทศส.ค.ทะยาน 61.7% ส่งออกแตะ 73,325 คัน เพิ่ม 23.09%

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือน ส.ค.65 อยู่ที่ 73,325 คัน เพิ่มขึ้น 23.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดส่งออกปีนี้น่าจะได้ตามเป้า 9 แสนคัน หากช่วงที่เหลือของปีนี้มียอดเท่ากับเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.65) อยู่ที่ 606,055 คัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.40% โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 551,483.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.80% ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากเป็นรถพีพีวีและรถกระบะที่มีมูลค่าสูงกว่ารถอีโคคาร์” นายสุรพงษ์ กล่าว

ขณะที่จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือน ส.ค.65 มีทั้งสิ้น 171,731 คัน เพิ่มขึ้น 64.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากฐานต่ำ เพราะมีการล็อกดาวน์ในช่วงกลางเดือน ก.ค.-ส.ค.64 และเพิ่มขึ้น 20.13% จากเดือนก่อน เนื่องจากมีการผลิตรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ขายในประเทศและผลิตรถกระบะและรถพีพีวีเพื่อขายในประเทศและส่งออกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 1,184,800 คัน เพิ่มขึ้น 10.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดผลิตรถยนต์ในปีนี้น่าจะได้ตามเป้า 1.75 ล้านคัน แต่ยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนชิ้นส่วนและเซมิคอนดักเตอร์

ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือน ส.ค.65 มีจำนวนทั้งสิ้น 68,208 คัน เพิ่มขึ้น 61.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานต่ำจากการล็อกดาวน์ในช่วงกลางเดือน ก.ค.-ม.ค.64 เช่นกัน และปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.52% จากเดือน ก.ค.65 เพราะมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่และการได้รับชิ้นส่วนมากขึ้นในรถยนต์บางรุ่น รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้นจากการผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างประเทศเข้าประเทศสะดวกขึ้น และการส่งออกที่ยังเติบโต การจ้างงานเพิ่มขึ้น เกษตรกรและประชาชนมีรายได้ดีขึ้น

สำหรับในเดือนส.ค.65 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 2,304 คัน เพิ่มขึ้น 391.26% จากเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว, ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่5,828 คัน เพิ่มขึ้น 102.01% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่ 987 คัน เพิ่มขึ้น 52.31% จากส.ค.64

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้น่าจะมีแนวโน้มที่ดีเนื่องจากมีหลายปัจจัยบวก ได้แก่ การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่, การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และเตรียมปรับให้เป็นโรคเฝ้าระวัง, การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, การประกันราคาสินค้าเกษตร, การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ส่วนปัญหาการยึดรถนั้นยังมีปริมาณไม่สูงมากนักหากเทียบกับยอดขาย

 

 

 

ขอบคุณข่าวจาก      https://siamrath.co.th/n/384696