ตลาดพระเครื่องซบเซา ราคาเช่าตกวูบ พระดังหลักแสนเหลือแค่หมื่น

ตลาดพระเครื่องซบเซา ราคาเช่าตกวูบ พระดังหลักแสนเหลือแค่หมื่น

ความนิยมในการสะสมพระเครื่อง ทำให้เกิดธุรกิจให้เช่า หรือรับเช่า พระเครื่อง-พระบูชาอย่างกว้างขวาง และมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสร้างพระเครื่องวัตถุมงคล การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ถ่ายรูปพระเครื่อง รับจำนำพระเครื่อง รับจ้างอัดกรอบพระ เลี่ยมพระ ทำสายสร้อยคล้องพระ ธุรกิจหนังสือพระ เป็นต้น แต่ความเฟื่องฟูและซบเซาของวงการพระเครื่อง ค่อนข้างจะผูกติดหรือไปในทิศทางเดียวกันกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

โดยเฉพาะในยามนี้ ที่บรรยากาศตามสนามพระเครื่องต่างๆ ที่หลายคนประสบพบเห็น บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนดังแต่ก่อน

‘ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์’ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ตลาดพระที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ที่บรรดาเซียนพระและนักสะสมให้ความสนใจ แต่จากการสำรวจของ ‘ข่าวสดออนไลน์’ พบว่า บรรยากาศ ยังมีคนมาเดินเช่าหาพระเครื่องกันอยู่ แต่ก็ไม่มากเหมือนแต่ก่อน

เซียนคนหนึ่งที่ตั้งแผงในตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ กล่าวว่า “การเช่าพระนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ปริมาณราคาจากเดิม จะรับเช่าพระเครื่องต่อวัน หัวเฉลี่ยหลักแสนจะปล่อยเช่าสัก 2 หรือ 3 องค์ กลายเป็นว่าหลักแสนจะเหลือวันละองค์ พระหลักหมื่นจะเช่าได้มากขึ้น เพราะว่าคนเช่าระวังการใช้เงิน ถึงแม้ว่าการเช่าพระจะเป็นเงินออม แต่ก็ระวังตัวขึ้น เพราะการเช่าพระ ไม่ได้เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน หรือมีความจำเป็น แต่ยอมรับว่าบรรยากาศเงียบ ด้วยเศรษฐกิจไม่ดี คนต้องการใช้เงิน บางคนก็เอาพระมาขาย แต่ราคามันถูกลง คนที่พอมีเงินหรือหมุนได้ ก็ต้องซื้อเก็บไว้”

“เราเป็นคนขายมีผลกระทบมั้ย พระหลักหมื่น แต่กำไรแค่ 2-3 พันบาท เราก็เพียงขายพระหลักหมื่น 4-5 องค์ ก็พอมีรายได้ สามารถอยู่ได้ ส่วนตัวผมคิดว่าคนขายพระไม่ค่อยมีผมกระทบเท่าไร เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว เพราะคนระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน แต่ว่าถ้าถึงกับขายไม่ได้เลย ก็ไม่ใช่ เพราะคนที่มีพระเครื่องในครอบครอง แต่ไม่มีเงินก็จะเอาพระมาขาย คนมีเงินก็ซื้อเอาไป แต่เราเป็นคนกลาง ก็พอมีรายได้ ไม่กระทบมากเท่าไร”

“สำหรับพระเครื่องแล้ว ถามว่าราคาลงไหน ก็ลงแทบทุกอย่าง บางอย่างขึ้นไปสูงๆ มามาก อาจจะขึ้นไปเพราะราคาปั่น พระประเภทนี้ราคาจะลงกว่าร้อยละ 50 บางอย่างก็ลงเป็นเท่าตัวก็มี แต่นั่นอาจจะมาจากสาเหตุที่พระถูกปั่นราคาขึ้นไป เช่น หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ตอนนี้ก็ลงไปเยอะเหมือนกัน พระหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ก็ราคาลงเช่นกัน แต่ว่ามาจากสาเหตุที่หลวงปู่ทิมและหลวงพ่อคูณมรณภาพไปแล้ว”

เมื่อถามว่าสถานการณ์ที่ซบเซาของตลาดพระที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มีมากแค่ไหน เซียนพระคนเดิม ระบุว่า “โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าลดลง คนที่มาเช่าพระ ส่วนใหญ่คือ คนที่มีความประสงค์จะมาเช่าพระ เพื่อนำไปบูชาจริงๆ แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ใช่คนที่อยากเช่าพระไปบูชา เสียเงินไปเปล่าๆ จะไม่เห็นประโยชน์ที่จะมาเช่าพระ ดังนั้นในบางปัจจัย ไม่ใช่ว่าจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยกตัวอย่างปี 2554 ตอนน้ำท่วมนั้น ผมว่าแย่กว่านี้อีก ตอนนั้นแทบไม่มีการซื้อขายเลย บางแห่งน้ำท่วม ต้องหยุดทำการลงชั่วคราว ณ วันนี้ ถ้าถามว่าลดลงไปหรือเปล่า สินค้าอื่นทั่วไปก็เป็นเหมือนกันหมด คือได้รับผลกระทบเช่นกัน”

ต่อมาผู้ข่าวข่าวสดมาสำรวจ ‘ตลาดพระเครื่องพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน’ กันบ้าง

บรรยากาศการซื้อขาย ก็ยังมีอยู่ แต่ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ใช่เป็นวันนัดใหญ่ หรือตลาดนัดพระเครื่อง

เซียนพระคนหนึ่งในห้างพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน ว่า “ตลาดช่วงเวลานี้ เงียบทั้งสนามเล็กและสนามใหญ่ พระใหญ่หรือพระเก่าที่มีราคาแพงก็ยังปล่อยเช่าได้ แต่เช่าในราคาที่ทรงๆ ซึ่งปัจจุบันพระเครื่องราคาลดมามากกว่าร้อยละ 40 ทำให้ดูเหมือนตลาดซบเซา แต่ถ้าเป็นพระสวย พระเก่า พระกรุ ราคาก็ยังแพงอยู่ ซึ่งเป็นพระที่หายาก แต่ถ้าตลาดล่างหรือพระเครื่องย่อยทั่วไป ก็ยังมีการซื้อขายกันอยู่”

ส่วนสนามพระเครื่องโลตัสปิ่นเกล้า เซียนพระคนหนึ่งที่เปิดแผงพระ กล่าวถึงสถานการณ์ของตลาดพระเครื่องในปัจจุบัน ว่า “เงียบมากถึงมากที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นมาตั้งแต่เปลี่ยนรัฐบาล หลังรัฐประหารก็ค่อยๆ เงียบ ซบเซามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจบัน”

“เมื่อก่อน พระเครื่ององค์ละ 2-3 แสนบาท เดือนหนึ่งขายได้เยอะมากในสมัยที่ยังไม่เกิดรัฐประหาร พอเกิดรัฐประหาร ธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มซบเซาลง คือ คนกลัวอนาคต ไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร คนก็ไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าขาย ไม่กล้าเก็บ จากองค์หนึ่งที่เคยขายได้ในราคา 2 แสนบาท ก็เหลือแสนห้า ลดลงมาอีกเหลือประมาณหนึ่งแสน แต่ปัจจุบัน เหลือหลักหมื่น เป็นทั้งพระเก่าและพระใหม่เป็นเหมือนกันหมด”

เซียนพระคนดังกล่าว ระบุอีกว่า “เมื่อก่อนคนที่มีเงินเยอะ จะเก็บพระเครื่อง แต่ปัจจุบัน คนที่มีเงินเยอะไม่กล้าเก็บพระ จะเก็บเงินสด หรือทองคำ หรือบางคนอาจจะมองอีกมุมหนึ่ง แต่ว่าเป็นส่วนน้อยมาก คือ ซื้อพระช่วงราคาไม่แพงและนำมาเก็บ เป็นส่วนน้อยมาก จนแทบจะไม่มี แต่ส่วนใหญ่แล้ว นักนิยมสะสมพระเครื่องจะซื้อมาขายไป บวกส่วนต่างเล็กน้อย เป็นส่วนต่าง ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกับเมื่อก่อน ไม่เหมือนกัน”

“อย่างเมื่อวาน ผมขายพระไปจากราคา 3-4 แสนบาท ผมขายไปแสนต้นเอง เราก็ต้องยอมรับ ปัจจุบันเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้จริงๆ คือ คนกลัว ไม่เชื่อมั่น มันจึงมีผมกระทบไปทั่ว ทุกวันนี้เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ธุรกิจ-การค้า ก็ไม่ดี ต่อให้เปิดร้านขายของกิน ยังขายลำบาก”

ขอบคุณที่มาจาก : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1661861