“ทวี สอดส่อง” โพสต์ซัด “บิ๊กตู่” ต้นเหตุเกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์ จัดการโควิดล้มเหลว ทำปชช.ล้มตาย

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีแบบรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์เฟชบุ๊คภายหลัง 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อร่วมกันยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและมีความเห็น กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 ทีผ่านมา โดยระบุว่า

วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ประธานอนุกรรมการนโยบายสาธารณสุข พรรคเพื่อไทย, นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล,นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล,นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล,นพ.เรวัต วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ, นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย, นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ รวมทั้งแกนนำและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้าน เข้าชื่อร่วมกันยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและมีความเห็น กรณีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. มีพฤติการณ์ไม่สุจริตส่อไปในทางทุจริต ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และรู้เห็นหรือยินยอมให้ข้าราชการในปกครองใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 26, 47,53, 55,62,164,234 และมาตรา 235 , พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 , พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 , พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 , พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1), (2) และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นับตั้งแต่เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 รัฐบาลบริหารประเทศโดยไม่ยึดประโยชน์ของชาติ นายกรัฐมนตรีและประธาน ศบค. ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จงใจไม่ดูแลให้ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดไม่ดำเนินคดีและบังคับใช้กับรัฐมนตรีและข้าราชการที่ฝ่าฝืนคำสั่งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเป็นการลอยนวลผู้กระทำผิด และความผิดที่ได้กระทำส่งผลเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติในด้านป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดต่อร้ายแรงได้แก่กรณีการเกิดการกักตุนหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์และการส่งออกหน้ากากอนามัยไปต่างประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้หน้ากากอนามัยขาดตลาดและมีราคาแพง ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วนายกรัฐมนตรีกลับละเว้นไม่ตรวจสอบรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
พลเอกประยุทธ์ฯนากรัฐมนตรี ละเว้นไม่ดำเนินการให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้ารัฐปฏิบัติตามและบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 53 ของรัฐธรรมนูญ ที่เป็นต้นเหตุหรือเป็นจุดให้เกิดผู้ที่ติดเชื้อหรือแพร่เชื้อได้มากเป็นพิเศษที่เรียกว่าซูเปอร์สเปรดเดอร์ (Super Spreader) การระบาดของโรคทั้ง 3 รอบ ที่สร้างความสูญเสียต่อสุขภาพ ชีวิตและทรัพย์สินระบบเศรษฐกิจ สังคม และเกิดความทุกข์ยากทั้งประเทศ ตั้งแต่การระบาดรอบแรก ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการจัดแข่งขันชกมวยของกองทัพบกที่สนามมวยลุมพินี วันที่ 6 มีนาคม 2563 ฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุขจนเกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์ (Super Spreader) ในระบาดรอบสองตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2563 ได้เกิดกลุ่มก้อนใหญ่การแพร่ระบาด (Cluster) ที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร เพราะรัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจเข้มงวดกับปัญหาแรงงานต่างด้าวและการลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย ส่วนการระบาดรอบสามตั้งแต่ 25 มีนาคม 2464 ซึ่งเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์อังกฤษจากแหล่งท่องเที่ยวย่านทองหล่อซึ่งประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรครัฐบาล ได้ไปใช้บริการแล้วกลายเป็นผู้ติดเชื้อโควิดในเวลาต่อมา แต่พลเอกประยุทธ์ กลับจงใจไม่ดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ไม่ดำเนินคดีและไม่ลงโทษรัฐมนตรี ที่ไปใช้บริการสถานบริการดังกล่าว ทั้งที่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ นอกจากนี้ยังกรณีที่รัฐมนตรีในรัฐบาลอีกคนหนึ่งจัดงานในช่วงสงกรานต์และมีผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จนเกิดการแพร่ระบาดของโรค มีผู้ติดเชื้อหลายรายและมีผู้เสียชีวิต ถือเป็นการจงใจไม่ดูแลให้ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายไม่ดำเนินคดีและไม่ลงโทษรัฐรัฐมนตรีร่วมคณะที่กระทำผิดฝ่าฝืน พรก. ฉุกเฉิน และผู้บังคับบัญชาตำรวจนครบาลไม่บังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด ปรากฏชัดว่าตั้งแต่ระบาดรอบแรกปี 63 และรอบที่สอง รวมกันถึงสิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 ระยะเวลา 1 ปีเศษ (ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564) มีผู้เสียชีวิตสะสมรวมกันจำนวน 94 ศพ แต่การแพร่เชื้อในรอบที่สามถึง ถึงวันที่ 11 พ.ค.64 เป็นระยะเวลา 40 วันเศษ ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 35,418 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 392 คน และยังมีการติดเชื้อและการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดน้อยลงแต่อย่างใด
รัฐบาลกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายสร้างความล้มเหลวระบบป้องกันโรคระบาด ล้มเหลวระบบให้การรักษาพยาบาล และล้มเหลวระบบช่วยเหลือการเยียวยา โดยไม่ได้ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ไม่ดำเนินการให้มีการควบคุมโรค การป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสุขภาพ จงใจปฏิเสธความช่วยเหลือจากโครงการโคแวกซ์(COVAX) ของหน่วยงานขององค์กรอนามัยโลกที่จัดวัคซีนให้ประเทศต่างๆ 180 ประเทศ รวมถึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากภาคเอกชนในการนำเข้าวัคซีน กลับปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากต้องเจ็บป่วย นอนรอความตาย เพราะขาดโอกาสในการเข้าถึงวัคซีน อีกทั้งในการจัดหาวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. ซึ่งพลเอกประยุทธ์ เป็นผู้ใช้อำนาจรักษาการตามกฎหมายของ รมว.สาธารณสุข ได้จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ละเลยไม่ขวนขวายจัดหาวัคซีน ที่มีความสำคัญและจําเป็นอย่างรวดเร็ว หลากหลายและเพียงพอให้ประชาชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
มาตรการเยียวยาที่นายกรัฐมนตรีและประธาน ศบค ได้ตั้งกฏเกณฑ์คัดกรองประชาชนต้องแสดงความยากลำบาก ความเป็นคนน่าสงสารหรือเป็นคนยากไร้ ที่ถือว่าเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งที่งบประมาณเงินที่ช่วยเหลือเยียวยาเป็นเงินภาษีของประชาช หลักการบุคคลต้องมีสิทธิเสมอกัน ต้องมีความเสมอภาค แต่มีประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลทั้งที่ประชาชนทุกคนต่างได้รับผลกระทบเหมือนกัน และที่สำคัญนายกรัฐมนตรีและประธาน ศบค. ไม่สุจริตส่อไปในทางทุจริตมีการการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย การรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ให้ความเห็นในรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังว่า “ไม่สามารถแสดงความเห็นต่อรายการการเงินของหน่วยงานได้” ที่ตามหลักการกฏหมายถือว่า “ไม่ถูกต้อง” เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนกองทุนประชารัฐสวัสดิการเนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบความมีอยู่จริงและเกิดขึ้นจริงของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ถึงปัจจุบัน การจ่ายเงินที่ไม่สามารถตรวจสอบได้จึงเป็นการมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฏหมายวินัยการเงินการคลัง
พฤติการณ์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธาน ศบค. ไม่สุจริตส่อไปในทางทุจริต มีพฤติการณ์จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกฏหมายหลายฉบับ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต บริหารราชการไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และรู้เห็นหรือยินยอมให้ข้าราชการในปกครองใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ที่เป็นพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จึงร่วมกันยื่นคำร้องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนและมีความเห็นที่เป็นหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 234 และมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ต่อไป

ขอบคุณข่าวจาก  https://siamrath.co.th/n/244186